วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ยุทธศาสตร์ปฏิูปการศึกษาเพื่อปฏิรูปประเทศสู่ศตวรรษทีที่ 21
ยุทธศาสตร์ปฏิูปการศึกษาเพื่อปฏิรูปประเทศสู่ศตวรรษทีที่ 21 โดย ท่านตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
อ่านต่อที่นี่ >>https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1712103612338028.1073741830.1601106930104364&type=3
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ทิศทางหลักเกณฑ์คัด ผอ.โรงเรียน
วันนี้( 17 ก.พ.) นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบให้สำนักงานก.ค.ศ. ไปปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเข้าสู่ตำแหน่งของรองผู้อำนวยการ(รองผอ.)สถาน ศึกษาและผู้อำนวยการ(ผอ.)สถานศึกษาใหม่นั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ตนได้เสนอร่างหลักเกณฑ์การสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งดัง กล่าว ให้รมว.ศึกษาธิการ พิจารณา ว่าสอดคล้องกับนโยบายที่มอบหมายมาหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาพล.อ.ดาว์พงษ์ เห็นว่า หลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ดูจากวุฒิการศึกษา และการสอบข้อเขียน ซึ่งยังไม่เพียงพอ และอยากให้เกณฑ์การประเมินใหม่มีมากกว่าการสอบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาว่า ผู้บริหารสถานศึกษาประสบการณ์ไม่พอ ใครทำข้อสอบได้ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเร็ว และบางคนไม่เคยมีประสบการณ์เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเล็กมาก่อน ทำข้อสอบได้ ก็ข้ามไปเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่เลย
“หลักเกณฑ์ปัจจุบันกำหนดคุณสมบัติ เฉพาะตำแหน่งสำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งผอ.สถานศึกษา เปิดกว้างให้ครูที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าครูชำนาญการ สามารถสอบเป็นผอ.สถานศึกษาได้ ซึ่งเท่ากับว่า หากจบปริญญาตรี เมื่อเป็นครูผู้ช่วย 2 ปี ได้เป็นตำแหน่งครูและทำงานอีก 6 ปี หากผ่านการประเมินก็ได้วิทยฐานะชำนาญการ รวม 8 ปีก็สามารถสอบเป็นผอ.สถานศึกษาได้ แต่หากจบปริญญาโท จะใช้เวลารวมเพียง 6 ปี หากจบปริญญาเอก ก็จะใช้เวลารวมเพียง 4 ปีเท่นนั้น ก็สามารถสอบเป็นผอ.สถานศึกษาได้ ทำเกิดปัญหา ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารงาน เพราะคนที่อยากขึ้นเป็นผู้บริหารบางคน ก็มุ่งเอาแต่เรียนอย่างเดียว เพื่อให้สอบได้
โดยร่างหลักเกณฑ์คุณสมบัติใหม่ ที่เสนอให้รมว.ศึกษาธิการ พิจารณา จะกำหนดว่า ผู้ ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผอ.สถานศึกษา จะไม่ใช้วิธี การสอบข้อเขียนอย่างเดียว แต่จะต้องพิจารณาประสบการณ์ด้านบริหารประกอบด้วย และระบุชัดเจนว่า ต้องอยู่ในตำแหน่งครูมาแล้วกี่ปี เช่นเส้นทางแรกต้องเป็นครูมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าชำนาญการ และไม่ใช่เป็นครูอย่างเดียว ต้องผ่านงานบริหาร อาทิ เป็นหัวหน้าหมวดวิชา เป็นต้น หรือเส้นทางที่สองคือ ต้องผ่านตำแหน่งรองผอ.สถานศึกษามาไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยในส่วนของการเข้าสู่ตำแหน่งรองผอ. จะกำหนดว่า ต้องอยู่ในตำแหน่งครู มาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่จูงใจ ให้ครูเลือกผ่านเส้นทางการเป็นรองผอ.สถานศึกษา มาก่อน เพราะจะสามารถประหยัดเวลาได้ถึง 3 ปีและยังมีประสบการณ์ด้านบริหารด้วย ทั้งนี้หากรมว.ศึกษาธิการ เห็นชอบก็จะต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของก.ค.ศ. ต่อไป ” นายพินิจศักดิ์กล่าวเลขาธิการก.ค.ศ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่พล.อ.ดาว์พงษ์ ต้องการให้ผู้ที่จะเป็นผอ.สถานศึกษาขนาดใหญ่ ต้องเคยผ่านการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กมาก่อนนั้น เนื่องจากขณะนี้การระบุตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา มีเพียงชื่อเรียกเดียว คือ ผู้อำนวยการเหมือกันหมดทุกขนาด โดยไม่แยกเป็นขนาด เหมือนในอดีต ที่โรงเรียนขนาดเล็ก จะเรียก ครูใหญ่ ขนาดกลาง เรียกอาจารย์ใหญ่ และขนาดใหญ่ เรียก ผู้อำนวยการ ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานก.ค.ศ. จะต้องหารือกันต่อไป หากเรื่องใดสามารถดำเนินการตามกรอบก็จะทำ แต่ จำเป็นต้องปรับปรับแก้ไขกฎหมาย ก็จะเสนอให้คณะกรรมการก.ค.ศ. พิจารณา
ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ #6/6
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ: ประเด็นที่ ๖ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
นำเสนอ
คณะทำงานยกร่างฯ กมธ.การศึกษาฯ สนช
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
โดย
ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย
ประเด็นที่
๖
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
สาระสำคัญ
เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับวิชาชีพการศึกษา
เช่นเดียวกับการแพทย์ที่เมื่อคณะแพทย์ (Faculty of Medicine) และวิทยาศาสตร์การแพทย์
(Faculty of Medical Science) แล้ว ก็จะต้องมี คณะเทคโนโลยีการแพทย์ (Faculty of Medical Technology)
ดังนั้นวิชาชีพการศึกษา
นอกจากมี "คณะการศึกษา" (Faculty of Education) และ *Faculty of Educational
Science) แล้ว ก็ควรต้องมี “คณะเทคโนโลยีการศึกษา” (Faculty of Educational Technology) ด้วย
นักการศึกษาไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า
เทคโนโลยีการศึกษาเป็นเรื่องของสื่อการศึกษาอย่างเดียว
ถือเป็นความข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เทคโนโลยีการศึกาษาในฐานะศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา
(The Science of Methods and
Techniques in Education) ครอบคลุม
การจัดระบบ พฤติกรรม เทคนิควิธีการ กระบวนการสื่อสาร การจัดสภาพแวดล้อม
การจัดการและการประเมิน ดังนั้นจำเป็นต้องมีบุคลากรประเภทนักเทคโนโลยีการศึกษา
ที่เป็นวิชาชีพที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
แนวทางปรับ
พรบ.
ขอเสนอให้มีการปรับปรุงชื่อหมวดและสาระของบางมาตราดังนี้
หมวด
๙
เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
มาตรา
๖๓ รัฐต้องจัดให้มีการพัฒนาระบบและการใช้เทคโนโลยีการศึกษาในระดับชาติ
ระดับภูมิภาค ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับท้องถิ่น
เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการเรียนการสอนและฝึกอบรม
รัฐต้องพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคมการศึกษาด้วยการสรรคลื่นความถี่
สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม เทคโนโลยีและสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสารในรูปอื่น
เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย
การทะนุบำรุงศาสนำ ศิลปะและวัฒนธรรมตามความจำเป็น
มาตรา
๖๕ ให้มีการพัฒนาเจ้าหน้าที่ทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม
มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ
ให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาผลิต
และสถานศึกษาบรรจุนักเทคโนโลยีการศึกษาเพื่อทำหน้าที่จัดระบบและออกแบบการสอน
ศึกษาวิจัยพฤติกรรมการเรียนการสอน พัฒนาเทคนิคและวิธีการสอน การสื่อการการสอน
การจัดสภาพแวดล้อมการศึกษา การจัดการเรียนการสอน และการประเมินการศึกษา
เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหาร วิชาการ และบริการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาการสอนของครู อาจารย์
และการเรียนของนักเรียนนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพ
โดยให้เทคโนโลยีการศึกษาเป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
มาตรา
๖๖ ครู อาจารย์
และผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้
เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะให้ครูอาจารย์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์
และและนักเรียน นิสิต
นักศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
โดยพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาเป็นเครื่องมือการจัดการศึกษาภควันตภาพที่จะให้ความรู้
และประสบการณ์ไปปรากฏอยู่ทุกแห่งหนทุกเวลาเพื่อให้นักเรียน นิสิต
นักศึกษาและประชาชนเข้าถึงแหล่งความรู้ไม่จำกัดด้วยเวลาและสถานที่
หมายเหตุ การศึกษาภควันตภาพ ตรงกับคำว่า Ubiquitous Education) Ubiquitous=Existing everywhere at all time
ภค (ภาค ส่วน แพร่) + วนต (มี) = ภาควันต (มีภาคมีส่วน มีแพร่กระจายทุกแห่งหน ทุกเวลา)
ที่มา โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ #5/6
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ:
ประเด็นที่ ๕ การปรับเปลี่ยนคำเรียกบุคลาการการศึกษา
ประเด็นที่ ๕ การปรับเปลี่ยนคำเรียกบุคลาการการศึกษา
นำเสนอ คณะทำงานยกร่างฯ กมธ.การศึกษาฯ สนช
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย
ประเด็นที่ ๕
การปรับเปลี่ยนคำเรียกบุคลาการการศึกษา
การปรับเปลี่ยนคำเรียกบุคลาการการศึกษา
สาระสำคัญ
ครู อาจารย์ ก็เป็นบุคลากร ส่วนผู้ที่ไม่ได้ทำหน้าที่สอน
ที่เป็นสายสนับสนุน ควรเรียกเจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ดังนั้น การเรียกชื่อว่า ครู
คณาจารย์ และบุคลาการการศึกษา แสดงว่า ครูและอาจารย์ ไม่ใช่บุคลากร ถือว่า
เป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง
ส่วนคำว่า คณาจารย์ (คณะอาจารย์=คณาจารย์ หมายถึงอาจารย์หลายคน)
ควรเปลี่ยน “อาจารย์” ไม่ควรยึดฝรั่ง คือคำว่า Staff จนทำให้ภาษาไทยเสียไป โดยลากคำฝรั่งมาใช้ เพราะอาจารย์เป็นเอกพจน์
ส่วนคณาจารย์เป็นพหูพจน์
นอกจากนี้ การเรียกนักบริหารการศึการ เป็น
"ผู้บริหารสถานศึกษา" และ "ผู้บริหารการศึกษา"
เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Institutional Administrators และ บอกว่าต่างจาก Educational Administrators ฝรั่งคงจะงง ไม่น่าจะเป็นสากล หากเรียก
"นักบริหารการศึกษา" น่าจะถูกต้องมากกว่า ส่วนการจะแต่งตั้งให้เป็น
ผู้บริหารอะไร ก็แล้วแต่ข้อบังคับที่จะต้องกำหนดในภายหลัง
อนึ่ง ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
ผู้เขียนไม่เคยเห็นประเทศไหนในโลก เรียกผู้บริหารโรงเรียนว่า
"ผู้อำนวยการ" คำที่ถูกต้อง เหมาะสม คือ ระดับประถมศึกษา น่าจะเรียก
ครูใหญ่ (Head Master) และ
ระดับมัธยมศึกษาน่าจะเรียก อาจารย์ใหญ่ (Principal) นี่ก็แล้วแต่ เพราะคำว่า ผู้อำนวยการ หรือ ผอ. ดูดี
และผู้บริหารโรงเรียนทั้งหมดตอนนี้ ก็เป็น ผอ. หมดแล้ว หากจะเปลี่ยนให้ถูกต้องเป็น
ครูใหญ่ หรือ อาจารย์ใหญ่ ไม่ทราบท่านจะเห็นด้วยหรือไม่
แนวทางปรับ พรบ.
ขอเสนอให้ปรับชื่อหมวดและทุกมาตราให้ใช้คำเรียกว่า “บุคลากรทางการศึกษา" หรือ "ครู อาจารย์ และเจ้าหน้าที่” ในมาตรา ๕๒ และมาตราอื่น ในหมวดที่ ๗ จาก “ครู คณาจารย์ และบุคลากร” เป็น "บุคลากรทางการศึกษา" หรือ “ครู อาจารย์ และเจ้าหน้าที่”
หมวด ๗
บุคลากรทางการศึกษา
บุคลากรทางการศึกษา
มาตรา ๕๒ ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต
การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา
ให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง
โดยการกำกับและประสานให้สถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจาการอย่างต่อเนื่อง
ให้บุคลากรทางการศึกษาประกอบด้วย ครู อาจารย์ นักวิจัย
นักบริหารการศึกษา เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา
นักจิตวิทยาการศึกษา นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์
และอาจมีบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามความเหมาะสม
ให้สถาบันผลิตบุคลากรทางการศึกษา มีองค์ประกอบ ๓ ส่วนคือ (๑)
คณะการศึกษา (Faculty of Education) เพื่อผลิตครู อาจารย์ และนักบริหารการศึกษา (๒)
คณะวิทยาการการศึกษา (Faculty of Educational Science) เพื่อสอนเนื้อหาสาระวิชาการต่างๆ สำหรับให้ครู อาจารย์
นำไปสอนและถ่ายทอดให้นักเรียน นิสิตและนักศึกษาในและนอกชั้นเรียน และ (๓)
คณะเทคโนโลยีการศึกษา (Faculty of Educational Technology) สำหรับผลิตนักเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา เพื่อทำหน้าที่ออกแบบระบบ
พัฒนาวิธีการการเรียนการสอน พัฒนาสื่อการศึกษา พัฒนาสภาพแวดล้อมการศึกษา
จัดการองค์ความรู้และระบบการจัดการ และพัฒนาระบบการวัดและประเมินการศึกษา
นักจิตวิทยาการศึกษา นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์
ให้สถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษา
กำหนดอัตรากำลังและบรรจุบุคลากรการศึกษาประเภทครู อาจารย์ นักวิจัย
นักบริหารการศึกษา นักเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา
นักจิตวิทยาการศึกษา นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา
และบรรณารักษ์ที่มีจำนวนเพียงพอกับขนาดสถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษา
รัฐพึงจัดสรรงบประมาณและจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู อาจารย์ นักบริหารการศึกษา
นักเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษา
นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์
และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเพียงพอ
มาตรา ๕๓ ให้มีองค์กรวิชาชีพการศึกษาเพื่อกำกับดูแลกำหนดมาตรฐานครู
อาจารย์ นักบริหารการศึกษา นักเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา
นักจิตวิทยาการศึกษา นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์
และบุคลากรทางการศึกษาอื่น มีฐานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้การบริหารของสภาวิชาชีพ
ในกำกับของกระทรวง มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
และการพัฒนาวิชาชีพการศึกษาทุกประเภท
ให้ครู อาจารย์ นักบริหารการศึกษา เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา
นักวัดและประเมินการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษา นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา
และบรรณารักษ์
และบุคลากรทางการศึกษาอื่นทั้งของรัฐและเอกชนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด
การจัดให้มีองค์กรวิชาชีพอาจารย์ นักบริหารการศึกษา
เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษา
นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์ และบุคลากรทางการศึกษาอื่น
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์
และวิธีการในการออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
ความในวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่บุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย
สถานศึกษาตามมาตรา๑๘ (๓) ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษาและวิทยากรพิเศษทางการศึกษา
ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่ อาจารย์ นักบริหารการศึกษา
เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษา
นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา บรรณารักษ์ และบุคลากรทางการศึกษาอื่นในระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา
มาตรา ๕๔ ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู อาจารย์
นักบริหารการศึกษา เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา
นักจิตวิทยาการศึกษา นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์
และบุคลากรทางการศึกษาอื่น โดยให้ครู อาจารย์ นักบริหารการศึกษา
เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษา
นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์ และบุคลากรทางการศึกษาอื่น
ทั้งของหน่วยงานทางการศึกษาในระดับสถานศึกษาของรัฐ และระดับเขตพื้นที่การศึกษาเป็นข้าราชการในสังกัดองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู
โดยยึดหลักการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา ๕๕ ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ
และสิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น สำหรับข้าราชการครู อาจารย์ นักบริหารการศึกษา
เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษา
นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์ และบุคลากรทางการศึกษาอื่น
เพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอและเหมาะสมกับฐานะทางสังคมและวิชาชีพ
ให้มีกองทุนส่งเสริมครู อาจารย์ นักบริหารการศึกษา
เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษา
นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์ และบุคลากรทางการศึกษาอื่น
เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนงานริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานดีเด่น และเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติครู
อาจารย์ นักบริหารการศึกษา เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา
นักจิตวิทยาการศึกษา นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์
และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๕๖ การผลิตและพัฒนาอาจารย์ นักบริหารการศึกษา
เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา นักวัดและประเมินการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษา
นักแนะแนวการศึกษา นักบริการการศึกษา และบรรณารักษ์ และบุคลากรทางการศึกษาอื่น
การพัฒนา มาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพ และการบริหารงานบุคคลของข้าราชการหรือพนักงานของรัฐในสถานศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล
ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๕๗
ให้หน่วยงานทางการศึกษาระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยนำประสบการณ์
ความรอบรู้ ความชำนาญ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของบุคคลดังกล่าวมาใช้
เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาและยกย่องเชิดชูผู้ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาที่มา โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ #4/6
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ: ประเด็นที่ ๔ การประเมินและประกันคุณภาพ
นำเสนอ คณะทำงานยกร่างฯ กมธ.การศึกษาฯ สนช
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์
พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย
ประเด็นที่ ๔ การประเมินและประกันคุณภาพ
สาระสำคัญ นับตั้งมี สมศ. เกิดขึ้นเมื่อ ๑๗ ปีมาแล้ว
การประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาและสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาไม่ประสบความสำเร็จตามเจตนารมย์
ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปมหาศาล แต่คุณภาพการศึกษาของไทยไม่พัฒนาเท่าที่ควร
จากการวิเคราะห์พบว่า สมศ.ดำเนินนโยบายการประเมินการศึกษาที่ไม่ครบวงจร
มีการแบ่งการประเมินออกเป็นบางส่วนบางช่วงทุก ๕ ปี
มีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ทุกระยะ ๕ ปี ในด้านการดำเนินการ สมศ.
ก็มอบอำนาจให้บริษัทเอกชนมาทำหน้าที่ประเมินระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
แต่ระดับอุดมศึกษา สมศ.ดำเนินการประเมินเอง ทำให้การประเมินการศึกษาภายนอก
มิได้สนองเจตนาการประเมินคุณภาพภายนอกที่ชัดเจน
จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการประเมินและผู้ดำเนินการประเมิน
ตามแนวทางการดำเนินการขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน (The
International Organization for Standardization หรือ Organisation internationale de normalisation) เรียกสั้นๆ ว่า ISO (อ่านว่า ไอโซ
ไม่ใช่ ไอ-เอส-โอ เพราะไม่ใช่คำย่อ แต่เป็นคำที่มาจากภาษาละตินว่า ISOS แปลว่า เสมอ หรือ เท่า) คือ ISO เป็นผู้กำหนดเกณฑ์และตัวบ่งชี้ และแต่งตั้งหน่วยงานภายนอกเป็น
องค์กรรับรองคุณภาพ (Certifying Body-CB) สมศ
ก็ควรดำเนินการในแบบเดียวกัย คือ กำหนดมาตรฐาน แต่สมศไม่ดำเนินการประเมินเอง
มีหน้าที่กำกับดูแล ตรวจสอบและแต่งตั้งองค์กรภายนอกเป็นผู้ประเมินคุณภาพ
โดยปราศจากการครอบงำ จากสมศ.หรือ ผู้มีอำนาจ
นอกจากนี้ การประเมินและรับรองมาตรฐานทุก ๕
ปีเป็นการเพิ่มภาระแก่สถานศึกษาและสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นอย่างยิ่ง
เพราะจะมีระยะเวลาที่ปลอดจากการประเมินเพียงไม่กี่ปี
ก็ต้องเตรียมการรับการประเมินรอบต่อไปอีกแล้ว เพราะการประเมินแต่ละรอบ
องค์ประกอบและตัวบ่งชึ้ก็เปลี่ยนแปลง จนมีคำกล่าวทีเล่นทีจริงว่า “เสียเวลาปลูกผักชีเป็นปี และโรยผักชีหลายเดือน” ทำให้เป็นภาระสถานศึกษาและสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นอย่าง
จึงควรขยายเวลาเป็นการประเมินทุก ๑๐ ปี
แนวทางปรับ พรบ. ปรับข้อความในมาตรา ๔๗ และ ๔๙
มาตรา ๔๗
ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ
ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก
ระบบ หลักเกณฑ์ กลไก และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๔๙
ให้มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ
มีฐานะเป็นองค์การมหาชนทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์ และวิธีการประเมินคุณภาพภายนอก
และให้มีหน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอกอิสระที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ
เพื่อทำการประเมินผลการจัดการศึกษาตามเกณฑ์ และวิธีการประเมินคุณภาพภายนอกที่กำหนด
เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา
โดยคำนึงถึงความมุ่งหมายและหลักการและแนวการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ระบบ หลักเกณฑ์ กลไก และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้สถานศึกษาทำการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกสิบปีนับตั้งแต่การประเมินครั้งสุดท้าย และเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน
ที่มา โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ #3/6
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ: ประเด็นที่ ๓ เขตพื้นที่การศึกษา
นำเสนอ
คณะทำงานยกร่างฯ กมธ.การศึกษาฯ สนช
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย
ประเด็นที่ ๓ เขตพื้นที่การศึกษา
สาระสำคัญ
เขตพื้นที่การศึกษา (Educational Areas) เป็นการจัดแนวคิดการให้บริการการศึกษาจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างจากสหรัฐอเมริกา ที่มีการแบ่งเขตการปกครองเป็นเขตบริการการศึกษาเป็น
โดยจำแนกเป็นตามกลุ่มโรงเรียน กล่าว คือ จากระดับกรุง ระดับเมืองใหญ่ ระดับเมือง
เป็นเขตโรงเรียน (School Districts)
เมื่อนำมาปฏิบัติในประเทศไทย
ก็ดำเนินการตรงข้ามกับแนวคิดของตะวันตกด้วยการจัดเขตบริการการศึกษาโดยการรวมตั้งแต่
๒ อำเภอขึ้นไปเป็นเขตพื้นที่ประถมศึกษา และรวม ๒ จังหวัดหรือมากกว่า
เป็นเขตพื้นมัธยมศึกษา (เช่น สพม. ๕ มีมากกว่า ๒ จังหวัด) ถือว่า
ผิดหลักการจัดเขตบริการการศึกษาของตะวันตก แทนที่จะยึดเขตโรงเรียน
เป็นหลักเหมือนในต่างประเทศ
ที่จริงก่อนมี
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ประเทศไทยแบ่งส่วนการศึกษา เป็นเขตการศึกษา ๑-๑๓ เขต
กระจายไปทั่วประเทศ และให้เขตบริการการศึกษายึดจังหวัดและอำเภอเป็นฐาน เรียกว่า
ที่ทำการศึกษาธิการจังหวัด มี "ศึกษาธิการจังหวัด" (Provincial Superintendent) เป็นหัวหน้า และที่ทำการศึกษาธิการอำเภอ มี
"ศึกษาธิการอำเภอ" (District
Superintendent) เป็นหัวหน้า
ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร คำว่า "อำเภอ" ก็เป็นภาษาไทยที่มีความหมายชัดเจน
ไม่จำเป็นต้องไปใช้คำว่า "เขต" ที่มีความหมายหลากหลาย จะตรงกับคำว่า Area (พื้นที่)
Zone (พื้นที่) คงเห็นว่าอำเภอ เป็นคำโบราณกระมัง
การใช้ระบบเรียกชื่อเดิม ก็ไม่มีผลต่อคุณภาพการศึกษา คุณภาพน่าจะอยู่ที่การบริหารและการจัดการมากกว่า
ดังนั้น
จึงควรปรับเปลี่ยนแนวคิดเขตพื้นการศึกษาเป็น “เขตบริการการศึกษา” (Educational Service Areas) ยึดจังหวัด อำเภอ และตำบลเป็นฐาน กล่าวคือ
๑)
เขตบริการปฐมวัยศึกษา (Early Childhood Educational
Service Area-CESA) เป็นเขตบริการศูนย์เด็ก
การศึกษาปฐมวัย และการศึกษาอนุบาลยึดระดับตำบล เป็นเขตบริการการศึกษาปฐมวัย
โดยเขตบริการปฐมวัยศึกษากำกับดูแลการศึกษาระดับเด็กเล็กและอนุบาลศึกษา
๒)
การประถมศึกษา (Elementary Educational
Service Area-EESA) เป็นเขตบริการการศึกษาระดับประถมศึกษา
(ป.๑-๖) ยึดระดับอำเภอเป็นฐาน (แต่ไม่ควรมีการจัดการศึกษาขยายโอกาส ม.๑-๓
เพราะเป็นการจัดการศึกษาที่ขัดกับหลักธรรมชาติและความเหมาะสมของครู)
โดยเขตบริการประถมศึกษากำกับดูแลการศึกษาระดับประถมศึกษา
๓)
เขตบริการการมัธยมศึกษา (Secondary Educational Service
Area-SESA) เป็นเขตการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา
(ม.๑-ม.๖) ยึดระดับจังหวัดเป็นฐาน
โดยเขตบริการมัธยมศึกษากำกับดูแลการศึกษาระดับมัธยมศึกษา
๔)
เขตบริการการอาชีวศึกษา (Vocational Educational
Service Area-VESA) เป็นเขตการจัดการศึกษาระดับอาชีวศึกษา
(ปวช.และปวส.) ยึดระดับจังหวัดเป็นฐาน โดยให้เขตบริการอาชีวศึกษากำกับดูแลการศึกษาระดับอาชีวศึกษา
แนวทางปรับปรุง
พรบ. --ควรปรับชื่อเรียก “เขตพื้นที่การศึกษา” เป็น “เขตบริการการศึกษา” และยึดจังหวัด
อำเภอ และตำบลเป็นฐาน โดยปรับสาระของมาตรา ๓๗ ดังนี้
มาตรา
๓๗ การบริหารและการจัดการศึกษาให้ยึดจังหวัดเป็นเขตบริการมัธยมศึกษาและเขตบริการมัธยมศึกษาอาชีวศึกษา
ให้อำเภอเป็นเขตบริการประถมศึกษา และให้ตำบลเป็นเขตบริการปฐมวัยศึกษา
ให้แบ่งเขตบริการการศึกษาทุกระดับเป็น
เขตโรงเรียน (School Districts) เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของสภาการศึกษา
กำหนดเขตบริการการศึกษาเพื่อการบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
แบ่งเป็นเขตบริการปฐมวัยศึกษาโดยตำบลเป็นฐาน เขตบริการประถมศึกษาโดยอำเภอเป็นฐาน
และเขตบริการและอาชีวศึกษาโดยยึดจังหวัดเป็นฐานโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับปฐมวัยศึกษา ประถมศึกษา
และระดับมัธยมศึกษา และเขตบริการอาชีวศึกษา
การกำหนดให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตบริการการศึกษาใด
ให้ยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้นเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มา โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ #2/6
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ: ประเด็นที่ ๒ การบริหารและการจัดการ
นำเสนอ
คณะทำงานยกร่างฯ กมธ.การศึกษาฯ สนช
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
โดย
ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
ประเด็นที่
๒ การบริหารและการจัดการ
สาระสำคัญ
ปัจจุบัน โครงสร้างการศึกษาของไทยเปรียบเสมือนโกดังที่มีหลังคา
(พรบ.การศึกษาแห่งชาติ) และมีขื่อ (ระบบการศึกษาชาติทีเรียกว่า แผนการศึกษาชาติ)
และมีโกดังที่มีแต่หลังคา ทำให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีหลังคา
(กฎหมายรองหรือ Bylaw) และขื่อแป คือ ระบบการศึกษาเป็นของตนเอง
ยกเว้นสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาบางกลุ่มที่มี พรบ..เป็นของตนเอง
แต่เป็นโกดังที่ไม่มีขื่อ เพราะไม่มีระบบการศึกษาเป็นของตนเองโดยเฉพาะ (ยกเว้น
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่มีระบบการศึกษาทางไกล เรียกว่า “แผนมสธ.”) นอกนั้นไม่มีสถานศึกษาใดมีระบบการศึกษาเป็นของตนเอง
เลย
จึงเห็นควรกำหนดให้องค์กรหลัก
องค์กรรอง สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและสถานศึกษามีกฎหมายรอง (Bylaw) มีระบบการศึกษาเฉพาะสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือสถานศึกษา
และกำหนดให้จัดทำแผนแม่บทวิชาการ (Academic Master Plan-AMP) เป็นแผนหลักในการบริหารกิจการของสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือสถานศึกษาทุกด้าน
ในการสนองตอบการพัฒนาคุณภาพวิชาการของสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือสถานศึกษาให้เป็นไปตามปรัชญา
ปณิธาน วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาแผนกลยุทธ์
และแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับระบบการศึกษาตามกรอบเวลาโดยเสนอสภาสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือสภาสถานศึกษาอนุมัติและประกาศใช้
แนวทางการปรับพรบ.
ควรปรับเปลี่ยน ๑ มาตรา คือ มาตรา ๓๒ ดังนี้
ส่วนที่
๑ การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ
มาตรา ๓๒ การจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงให้มีองค์กรหลัก ที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภาหรือในรูปคณะกรรมการจานวน ๗ องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา คณะกรรมการการประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะกรรมการการศึกษาตลอดชีวิต คณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะกรรมการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา ๓๒ การจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงให้มีองค์กรหลัก ที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภาหรือในรูปคณะกรรมการจานวน ๗ องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา คณะกรรมการการประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะกรรมการการศึกษาตลอดชีวิต คณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะกรรมการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
(๑)
ให้องค์กรหลักและองค์กรรองและสถานศึกษาทุกระดับ
มีธรรมนูญองค์กรหลักเพื่อเป็นกฎหมายรอง (Bylaw) เพื่อกำหนดระบบและกลไกการบริหารและการจัดการในส่วนที่กฎหมายหลักมิได้กำหนดหรือไม่มีรายละเอียด
ทั้งนี้ต้องไม่ขัดแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
(๒)
ให้ธรรมนูญองค์กรครอบคลุมบททั่วไป การบริหารทั่วไป การบริหารวิชาการ
การบริหารกิจการนักเรียน นิสิตนักศึกษา การบริหารทรัพยากรและงบประมาณ
การบริหารกิจการชุมชนและประชาสัมพันธ์ การบริหารวิสาหกิจ วัฒนธรรมองค์กร
และระบบการประกันคุณภาพ
(๓)
ให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและสถานศึกษา
พัฒนาระบบการศึกษาของสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา หรือสถานศึกษา เพื่อกำหนดองค์ประกอบ
ขั้นตอนดำเนินการที่จะประกันคุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย
เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาชาติซึ่งเป็นระบบการศึกษาชาติ
(๔)
ให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและสถานศึกษาพัฒนาแผนแม่บทวิชาการ
เป็นแผนหลักในการบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยทุกด้าน
ในการสนองตอบการพัฒนาคุณภาพวิชาการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามปรัชญา ปณิธาน
วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับระบบการศึกษาตามกรอบเวลาโดยเสนอสภาสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือสภาสถานศึกษาเพื่ออนุมัติและประกาศใช้
ให้แผนแม่บทวิชาการ ประกอบด้วย อย่างน้อย 11 องค์ประกอบคือ (1) บทสรุปสำหรับผู้บริหาร (2) เอกลักษณ์สถาบันและอัตลักษณ์บัณฑิต (3) อุดมการณ์ คนอบคลุมปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ และพันธกิจ (4) การวิเคราะห์บริบท หน่วยงาน
และชุมชนโดยรอบสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและสถานศึกษา (5) พัฒนาการของสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและสถานศึกษา (6) เป้าหมาย/ประเด็นการพัฒนาวิชาการ ยุทธศาสตร์ มาตรการ ตัวบ่งชี้ (7) แผนรับนักศึกษา กลุ่มนักศึกษาเป้าหมายในด้านขอบเขตความครอบคลุมและจำนวน (8) แผนพัฒนาครู อาจารย์และบุคลากรการศึกษาประเภทอื่น (9) การเปิด คณะวิชา หลักสูตร
สาขาวิชาในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือหมวดวิชาและสาระวิชาในสถานศึกษา (10) การขยายโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ อุปกรณ์ ในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและสถานศึกษา
(11) กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศที่จำเป็นต่อการพัฒนาวิชาการ และ
องค์ประกอบอื่นที่สอดคล้องกับพัฒนาการสังคม เศรษฐกิจ การเมือง
และวิทยาการที่เปลี่ยนแปลงไปที่มา โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ #1/6
ประเด็นเสนอแนะสำหรับการปรับแก้ไข
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ: ประเด็นที่ ๑ หลักสูตร
นำเสนอ
คณะทำงานยกร่างฯ กมธ.การศึกษาฯ สนช
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
ผ่าน ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานที่ประชุมคณบดีศึกษาศาสตร์
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
ขอเสนอประเด็นสำหรับแก้ไข
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ใน ๖ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่
๑ หลักสูตร
สาระสำคัญ
นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๐ เป็นต้นมา หลักสูตรการศึกษาของไทยนำสาระจากตะวันตกมาบรรจุในแบบเรียนภาษาไทย
เริ่มจากอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันและสหรัฐอเมริกา
ทำให้เวลาเรียนเนื้อหาสาระที่เป็นของไทย ที่เรียกว่า “สาระไทย” (Thai Local Contents) ไม่มีเวลาสอนในหลักสูตร
โดยเฉพาะระดับประถมศึกษาที่ควรเน้นทักษชีวพิสัย อาชีวพิสัย จิตพิสัย และทักษพิสัย
แต่หลักสูตรไทยไปเน้นวิทยพิสัยหรือพุทธิพิสัยที่เน้นความรู้ความจำ และให้ความสำคัญ
“การเรียนรู้” มากกว่า “เรียนคิด
เรียนทำ และเรียนแก้ปัญหา” ดังนั้นจึงควรปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก “วิชาการและวิชาชีพ” เป็นวิชาชีพและวิชาการ
และปรับจุดเน้นจาก “การเรียนรู้” (Learning to Know) เป็น
“การเรียน” (Learning) โดยไม่เน้นการเรียนเพื่อรู้เพราะ
รู้อย่างเดียว หากไม่หัดคิด หัดทำและหัดแก้ จะทำให้ดำรงชีวิตในสังคมไม่ได้
ควรเปลียน คำว่า “เรียนรู้” (ซึ่งเป็นภาษาพูด”) ใน
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ให้เป็น “การเรียน” ทุกแห่ง
เพราะทำให้ครูหลงไปสอนหนังสือและไปสอนความรู้
จนเด็กไทยและคนไทยมีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด
นอกจากนี้
ต้องให้ความสำคัญของการสอนสาระไทยในระดับประถมศึกษา มากกว่า
สาระเทศที่เป็นการสอนความรู้ของตะวันตก แต่ให้นำไปสอนในระดับมัธยมศึกษาแทน
แนวทางปรับ
พรบ. ควรปรับปรุงมาตรา ๒๗ ดังนี้
มาตรา
๒๗ ให้คณะกรรมการการประถมศึกษา และให้คณะกรรมการการมัธยมศึกษา
กำหนดหลักสูตรแกนกลางสำหรับการศึกษาประถมศึกษาที่สมดุลของสาระไทยและสาระเทศ
โดยเน้นสาระไทยในระดับประถมศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นไทย
ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ทักษะการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ
และการศึกษาตลอดชีวิต และสาระเทศในระดับมัธยมศึกษาเพื่อการประกอบอาชีวะ
และการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและดำรงตนอย่างมีความสุขในสังคมโลกาภิวัตน์
ให้สถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน
สังคม และประเทศชาติ
มาตรา
๒๘ หลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสำหรับบุคคลตามมาตรา๑๐
วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ต้องมีลักษณะหลากหลาย
ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
๑.
สาระของหลักสูตร ทั้งที่เป็นวิชาชีพและวิชาการ
ต้องมุ่งพัฒนาคนให้เติบใหญ่เป็นคนไทย ให้มีทักษะในการประกอบอาชีพและความสมดุล
ด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบต่อสังคม
๒. สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้เน้นสมดุลของสาระไทยเพื่อฟื้นฟู
พัฒนา อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวิทยา เทคโนโลยี ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม
และวิถีไทย และสาระเทศเพื่อให้มีความรู้สากล นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่ง
และวรรคสองแล้วยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาชีพชั้นสูงและวิชาการระดับสูง
ที่เน้นการค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาสังคมที่มา โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑
สาขาการศึกษา
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558
แนวทางการปฏิรูปการศึกษา
แนวทางการปฏิรูปการศึกษา
การกีฬา และศิลปวัฒนธรรม:
ปฏิรูปการศึกษาแบบครบวงจรและทุกมิติ อนุรักษ์และอภิวัฒน์ ศิลปะ วัฒนธรรม พัฒนาการกีฬาสู่มาตรฐานสากล
ปฏิรูปการศึกษาแบบครบวงจรและทุกมิติ อนุรักษ์และอภิวัฒน์ ศิลปะ วัฒนธรรม พัฒนาการกีฬาสู่มาตรฐานสากล
เสนอโดย ศาสตราจารย์
ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา
นับตั้งแต่พ.ศ.๒๔๓๕
เป็นต้นมา ระบบการศึกษาไทย เดินตามระบบการศึกษาตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศส
และอเมริกา จนทิ้งศาสตร์ วิทยาการ และวิถีไทย นับเป็นร้อยปีแห่งการหลงทาง
จนทำให้ประเทศไทย (ควรจะคงชื่อ "สยาม" ที่แปลว่า ศักดิ์สิทธิ์ รุ่งเรือง
เจริญ มาจาก "สี">>สย>>สยม เช่น สยมพร>> สยาม) สูญเสียดินแดนแก่ฝรั่งเศส (๕๒๕,๕๐๐ ตรม.) อังกฤษและพม่า (๓๒๕,๓๓๕ ตรม.) สูญเสียอิสรภาพทางวิชาการ
และอิสรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะนำวิชาการจากตะวันตกมาบรืหารราชการแผ่นดินโดยไม่ดูบริบทไทย
เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
จำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาตาม ๑๕ แนวทางคือ
1. ปฏิรูปการศึกษา
โดยปรับและทบทวนกฎหมายการศึกษาและระบบการศึกษาระดับชาติ
ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและความเจริญก้าวหน้าของโลก ให้มีสมดุลระหว่างการศึกษาเพื่อเสริมสร้างลักษณะความเป็นไทย และวิถีไทย และความเป็นสากล กำหนดให้สถานศึกษา สถาบันอุดมศึกษา และเขตพื้นที่ตราธรรมนูญและระบบการศึกษาของตนเองเพื่อเป็นกฎหมายรองจากกฎหมายหลัก และมีการพัฒนาแผนแม่บทวิชาการนำแผนแม่บทการบริหาร
ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและความเจริญก้าวหน้าของโลก ให้มีสมดุลระหว่างการศึกษาเพื่อเสริมสร้างลักษณะความเป็นไทย และวิถีไทย และความเป็นสากล กำหนดให้สถานศึกษา สถาบันอุดมศึกษา และเขตพื้นที่ตราธรรมนูญและระบบการศึกษาของตนเองเพื่อเป็นกฎหมายรองจากกฎหมายหลัก และมีการพัฒนาแผนแม่บทวิชาการนำแผนแม่บทการบริหาร
2. ปฏิรูปวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง
เพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบฝึกหัดครูของวิทยาลัย
ครู คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ โดยจัดให้ครบตาม “ไตรยางค์วิชาชีพ (Professional Triad)” ที่มีองค์ ๓ คือ (๑) การปฏิบัติวิชาชีพการสอน ในรูปคณะการศึกษา (Faculty of Education) (๒) วิทยาศาสตร์การศึกษา โดยจัดในรูป “คณะวิทยาการศึกษา (Faculty of Educational Science)” และ (๓) เทคโนโลยีการศึกษา โดยจัดในรูป "คณะเทคโนโลยีการศึกษา (Faculty of Educational Technology)" ในนัยยะเดียวกับวิชาชีพแพทย์ที่ประกอบด้วย คณะแพทย์ (Faculty of Medicine) คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Faculty of Medical Science) และคณะเทคโนโลยีการแพทย์ (Faculty of Medical Technology) หรือวิชาชีพการเกษตรที่ประกอบด้วย คณะการเกษตร (Faculty Agriculture) คณะวิทยาการเกษตร (Faculty of Agricultural Science) และคณะเทตโนโลยีการเกษตร (Faculty of Agricultural Technology)
ครู คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ โดยจัดให้ครบตาม “ไตรยางค์วิชาชีพ (Professional Triad)” ที่มีองค์ ๓ คือ (๑) การปฏิบัติวิชาชีพการสอน ในรูปคณะการศึกษา (Faculty of Education) (๒) วิทยาศาสตร์การศึกษา โดยจัดในรูป “คณะวิทยาการศึกษา (Faculty of Educational Science)” และ (๓) เทคโนโลยีการศึกษา โดยจัดในรูป "คณะเทคโนโลยีการศึกษา (Faculty of Educational Technology)" ในนัยยะเดียวกับวิชาชีพแพทย์ที่ประกอบด้วย คณะแพทย์ (Faculty of Medicine) คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Faculty of Medical Science) และคณะเทคโนโลยีการแพทย์ (Faculty of Medical Technology) หรือวิชาชีพการเกษตรที่ประกอบด้วย คณะการเกษตร (Faculty Agriculture) คณะวิทยาการเกษตร (Faculty of Agricultural Science) และคณะเทตโนโลยีการเกษตร (Faculty of Agricultural Technology)
การจัดการพัฒนาวิชาชีพตามแนวทาง
"ไตรยางค์วิชาชีพ" ก็เพื่อให้สามารถผลิต
ครูมืออาชีพที่คัดเลือกจากผู้ที่มีความถนัด มีสถิติปัญญา และทัศนคติ ความเป็นครู
เน้นการเป็นครูอย่างมีระบบตามขั้นตอนการผลิตนักวิชาชีพ โดยมีเงินเดือนและค่าตอบแทนครูสูง
และช่วยเหลือให้ครูปลดหนี้ตนเอง
และทบทวนระบบการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของครูในสถานศึกษาที่เน้นการสอนเป็นหลัก
ส่งเสริมให้ครูสร้างผลงานวิชาการโดยใข้ห้องเรียน และโรงเรียนเป็นฐาน (School'based)
มิใช่ให้ครูสร้างผลงานในแนวเดียวกับการเข้าสู่ตำแหน่งของคณาจารย์มหาวิทยาลัย
3. ปรับปรุงหลักสูตรทุกระดับการศึกษา
ที่เน้นความเป็นไทย ไม่ลอกเลียนรูปแบบและสาระ
จากต่างประเทศ ยึดหลักการพัฒนาเนื้อหา “สาระไทย” ควบคู่ไปกับ “สาระเทศ” เน้นการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อพัฒนาเด็กไทยให้เติบใหญ่เป็น “คนไทย” ที่มีสำนึกและภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีความรู้ในประวัติศาสตร์ไทย ในฐานะถิ่นกำเนิดศาสนาและวัฒนธรรมของโลก ภาคภูมิใจในขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีไทย ศาสตร์ วิทยาการ เทคโนโลยีและความเป็นไทย
จากต่างประเทศ ยึดหลักการพัฒนาเนื้อหา “สาระไทย” ควบคู่ไปกับ “สาระเทศ” เน้นการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อพัฒนาเด็กไทยให้เติบใหญ่เป็น “คนไทย” ที่มีสำนึกและภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีความรู้ในประวัติศาสตร์ไทย ในฐานะถิ่นกำเนิดศาสนาและวัฒนธรรมของโลก ภาคภูมิใจในขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีไทย ศาสตร์ วิทยาการ เทคโนโลยีและความเป็นไทย
4. กำหนดสมดุลระหว่างหลักสูตรแกนกลาง
หลักสูตรท้องถิ่น และหลักสูตรโรงเรียน ที่เน้นให้นักเรียนศึกษาหาความรู้
ตามความสนใจของตนเอง ปรับ
เนื้อหาสาระในหลักสูตรแกนกลาง ให้มีสมดุลระหว่างสาระไทยและสาระเทศ ที่นำความรู้จากตะวันตกมาสอน ผิดๆ ถูก ในระดับประถมศึกษา และโดยเสนอสาระเทศ ในระดับมัธยมศึกษา สร้างสำนึกรู้ดี รู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร มีคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นพลเมืองดี (เน้น ดีและเก่ง มากกว่า เก่งและดี) ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ตระหนักในสิทธิและหน้าที่ตน ในระบอบธรรมาประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เน้นการสอน ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองและพัฒนาการธรรมาประชาธิปไตย และปรับปรุงทักษะทางอาชีพและทักษะสำหรับศตวรรษที่ 26 (นับตามพ.ศ.)
เนื้อหาสาระในหลักสูตรแกนกลาง ให้มีสมดุลระหว่างสาระไทยและสาระเทศ ที่นำความรู้จากตะวันตกมาสอน ผิดๆ ถูก ในระดับประถมศึกษา และโดยเสนอสาระเทศ ในระดับมัธยมศึกษา สร้างสำนึกรู้ดี รู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร มีคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นพลเมืองดี (เน้น ดีและเก่ง มากกว่า เก่งและดี) ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ตระหนักในสิทธิและหน้าที่ตน ในระบอบธรรมาประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เน้นการสอน ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองและพัฒนาการธรรมาประชาธิปไตย และปรับปรุงทักษะทางอาชีพและทักษะสำหรับศตวรรษที่ 26 (นับตามพ.ศ.)
5. พัฒนาระบบการศึกษาระดับสถานศึกษา
และเพิ่มทางเลือก ในการศึกษาระดับพื้นฐาน
การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน และการศึกษาในบ้าน (Home Schooling) เพื่อนำไปสู่การศึกษาภควันตภาพ (Ubiquitous Education) ที่จัดการศึกษาให้ความรู้ไปปรากฏทุกแห่งหนและทุกเวลา
การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน และการศึกษาในบ้าน (Home Schooling) เพื่อนำไปสู่การศึกษาภควันตภาพ (Ubiquitous Education) ที่จัดการศึกษาให้ความรู้ไปปรากฏทุกแห่งหนและทุกเวลา
6. ทบทวนหรือยกเลิก
การจัดเขตพื้นที่การศึกษา ที่ใช้วิธีรวม 2-3 อำเภอมาหนึ่งเขตพื้นที่การศึกษา มาเป็น
การยึดเขตพื้นที่จังหวัดและอำเภอเป็นฐาน และจำแนกอำเภอหรือเขตปกครองเป็น “เขตโรงเรียน (School District)” ที่ยึดตำบลหรือกลุ่มตำบล (อบต. หรือ สหอบต.) เป็นฐาน เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน เน้นการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนประจำหมู่บ้านหรือโรงเรียนขนาดเล็ก ด้วยการใช้เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษามาช่วยในการจัดการศึกษา อาทิ การใช้คอมพิวเตอร์แผ่นหรือแท็บเล็ตเป็นแหล่งความรู้ติดตัว แทนการปิดโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของนักเรียนและผู้ปกครอง
การยึดเขตพื้นที่จังหวัดและอำเภอเป็นฐาน และจำแนกอำเภอหรือเขตปกครองเป็น “เขตโรงเรียน (School District)” ที่ยึดตำบลหรือกลุ่มตำบล (อบต. หรือ สหอบต.) เป็นฐาน เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน เน้นการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนประจำหมู่บ้านหรือโรงเรียนขนาดเล็ก ด้วยการใช้เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษามาช่วยในการจัดการศึกษา อาทิ การใช้คอมพิวเตอร์แผ่นหรือแท็บเล็ตเป็นแหล่งความรู้ติดตัว แทนการปิดโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของนักเรียนและผู้ปกครอง
7. พัฒนาระบบการบริหารและ
การจัดการ การจัดการควรครอบคลุมการบริหาร ๗ ขอบข่าย
ได้แก่การบริหารทั่วไป การบริหารวิชาการ การบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา การบริหารบุคลากร การบริหารเงินและงบประมาณ การบริหารกิจการชุมชน และการบริหารวิสาหกิจสถานศึกษา (มิใช่การรวบเหลือเพียง ๔ ขอบข่าย คือ การบริหารทั่วไป การบริหารวิชาการ การบริหารบุคลากร และการบริหารเงินและงบประมาณ แต่ให้การบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา การบริหารกิจการชุมชน และการบริหารวิสาหกิจสถานศึกษา ไปอยู่ในการบริหารทั่วไป)
ได้แก่การบริหารทั่วไป การบริหารวิชาการ การบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา การบริหารบุคลากร การบริหารเงินและงบประมาณ การบริหารกิจการชุมชน และการบริหารวิสาหกิจสถานศึกษา (มิใช่การรวบเหลือเพียง ๔ ขอบข่าย คือ การบริหารทั่วไป การบริหารวิชาการ การบริหารบุคลากร และการบริหารเงินและงบประมาณ แต่ให้การบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา การบริหารกิจการชุมชน และการบริหารวิสาหกิจสถานศึกษา ไปอยู่ในการบริหารทั่วไป)
8. พัฒนาระบบการเรียนการสอน
และระบบการประเมินที่เป็นของไทย แทนการนำเข้าจาก
ต่างประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเน้นการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้น การเรียนคิด เรียนทำ เรียนแก้ปัญหา มิใช่ "เรียนรู้" โดยพัฒนาหรือปรับใข้ระบบที่เหมาะสม เช่น ระบบการสอนแบบอิงประสบการณ์ ระบบการสอนแบบศูนย์การเรียน ระบบการสอนผ่านสื่อสังคม เป็นต้น
ต่างประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเน้นการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้น การเรียนคิด เรียนทำ เรียนแก้ปัญหา มิใช่ "เรียนรู้" โดยพัฒนาหรือปรับใข้ระบบที่เหมาะสม เช่น ระบบการสอนแบบอิงประสบการณ์ ระบบการสอนแบบศูนย์การเรียน ระบบการสอนผ่านสื่อสังคม เป็นต้น
9. พัฒนาระบบและขยายการศึกษาพื้นฐาน
ให้ครบวงจร ด้วยการสร้างศูนย์การเรียนชุมชน
ประกอบด้วยสถานเด็กเลี้ยงดูอ่อน ปฐมวัยศึกษาหรืออนุบาล เพิ่มจากประถมศึกษาในระดับท้องถิ่น เพื่อลดภาระของผู้ปกครองและแก้ปัญหาโครงสร้างประชากร สร้างห้องสมุด 24 ชั่วโมงสำหรับการเรียนรู้ในชุมชน พัฒนารูปแบบโรงเรียนสามภาษา คือ ภาษาไทย อังกฤษ จีนหรือภาษาอื่นในชุมชนที่มีความพร้อม
ประกอบด้วยสถานเด็กเลี้ยงดูอ่อน ปฐมวัยศึกษาหรืออนุบาล เพิ่มจากประถมศึกษาในระดับท้องถิ่น เพื่อลดภาระของผู้ปกครองและแก้ปัญหาโครงสร้างประชากร สร้างห้องสมุด 24 ชั่วโมงสำหรับการเรียนรู้ในชุมชน พัฒนารูปแบบโรงเรียนสามภาษา คือ ภาษาไทย อังกฤษ จีนหรือภาษาอื่นในชุมชนที่มีความพร้อม
10. ส่งเสริมบทบาทการจัดการศึกษา
ของภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่น
โดยเฉพาะในท้องถิ่น และลดบทบาทของภาครัฐให้เน้นการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนฝั่งผู้เรียน (Demand-Side Subsidy) เช่น ผ่านกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
โดยเฉพาะในท้องถิ่น และลดบทบาทของภาครัฐให้เน้นการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนฝั่งผู้เรียน (Demand-Side Subsidy) เช่น ผ่านกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
11. เน้นการจัดการศึกษา
แบบอิงประสบการณ์ ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มากกว่าการศึกษา
แบบอิงเนื้อหาจากการสอนแบบบรรยายโดยยกระดับอาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษา
(Technical & Vocational Education) ให้เป็นสายหลักคู่ขนานกับสายสามัญในการพัฒนาประเทศ สามารถพัฒนาอาชีวะและเทคนิคศึกษาถึงความเป็นเลิศ ทั้งทางวิชาการ วิจัย และประสบการณ์การปฏิบัติอย่างมืออาชีพ
แบบอิงเนื้อหาจากการสอนแบบบรรยายโดยยกระดับอาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษา
(Technical & Vocational Education) ให้เป็นสายหลักคู่ขนานกับสายสามัญในการพัฒนาประเทศ สามารถพัฒนาอาชีวะและเทคนิคศึกษาถึงความเป็นเลิศ ทั้งทางวิชาการ วิจัย และประสบการณ์การปฏิบัติอย่างมืออาชีพ
12. จัดระบบการพัฒนาการกีฬา
สู่มาตรฐานสากล เพื่อพัฒนาความมีระเบียบวินัย และการ
รักษาสุขภาพในระยะยาว ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก พัฒนากีฬาและการร้อง การรำ และการละเล่นท้องถิ่นและภูมิภาค
รักษาสุขภาพในระยะยาว ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก พัฒนากีฬาและการร้อง การรำ และการละเล่นท้องถิ่นและภูมิภาค
13. พัฒนาระบบเทคโนโลยีและ
สื่อสารการศึกษา ให้มีนักเทคโนโลยีการศึกษาเป็นตำแหน่ง
ครูอาจารย์สำหรับสถานศึกษาประจำโรงเรียนในตำแหน่งครู เพื่อทำหน้าที่นักเทคโนโลยีการศึกษาอย่างเดียว มิใช่ต้องสอนวิชาสามัญด้วย สร้างระบบคลังสื่อการสอนทั่วประเทศ และระบบจัดอันดับสื่อการสอนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการสอน
ทางการแพทย์ นักเทคโนโลยีการแพทย์เป็นผู้วิจัยค้นคว้านวัตกรรม อุปกรณ์ทางการแพทย์นับตั้งแต่เข็มฉีดยา อุปกรณ์ผ่าตัดเพื่อให้หมอนำไปรักษาคนไข้ ทางการศึกษา จำเป็นต้องมีนักเทคโนโลยีการศึกษาพัฒนาระบบ ออกแบบการสอน การกำหนดพฤติกรรมครูและผู้เรียน เทคนิควิธีการ การสื่อสาร การจัดสภาพแวดล้อม การจัดการความรู้และการเรียนการสอน และการประเมิน หากไม่มีนักเทคโนโลยีการศึกษา ครูก็จับเสือด้วยมือเปล่า สอนไปวันๆ เพราะขาดการออกแบบระบบ ขาดสื่อการสอน และเครื่องมือที่จะทำไปพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน จินตนาการดูนะว่า หากหมอไม่มีนักเทคโนโลยีการแพทย์ช่วยพัฒนาเครื่องมือแพทย์ หมอจะเอาอะไรไปรักษาคนไข้ ซึ่งหากรักษาผิด คนไข้ตายก็ไม่อยู่หนักแผ่นดิน แต่ครูรักษาจิต และสติปัญญาของคน รักษาล้มเหลว ก็ไม่ตายแต่จะอยู่เป็นปัญหาสังคม
ครูอาจารย์สำหรับสถานศึกษาประจำโรงเรียนในตำแหน่งครู เพื่อทำหน้าที่นักเทคโนโลยีการศึกษาอย่างเดียว มิใช่ต้องสอนวิชาสามัญด้วย สร้างระบบคลังสื่อการสอนทั่วประเทศ และระบบจัดอันดับสื่อการสอนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการสอน
ทางการแพทย์ นักเทคโนโลยีการแพทย์เป็นผู้วิจัยค้นคว้านวัตกรรม อุปกรณ์ทางการแพทย์นับตั้งแต่เข็มฉีดยา อุปกรณ์ผ่าตัดเพื่อให้หมอนำไปรักษาคนไข้ ทางการศึกษา จำเป็นต้องมีนักเทคโนโลยีการศึกษาพัฒนาระบบ ออกแบบการสอน การกำหนดพฤติกรรมครูและผู้เรียน เทคนิควิธีการ การสื่อสาร การจัดสภาพแวดล้อม การจัดการความรู้และการเรียนการสอน และการประเมิน หากไม่มีนักเทคโนโลยีการศึกษา ครูก็จับเสือด้วยมือเปล่า สอนไปวันๆ เพราะขาดการออกแบบระบบ ขาดสื่อการสอน และเครื่องมือที่จะทำไปพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน จินตนาการดูนะว่า หากหมอไม่มีนักเทคโนโลยีการแพทย์ช่วยพัฒนาเครื่องมือแพทย์ หมอจะเอาอะไรไปรักษาคนไข้ ซึ่งหากรักษาผิด คนไข้ตายก็ไม่อยู่หนักแผ่นดิน แต่ครูรักษาจิต และสติปัญญาของคน รักษาล้มเหลว ก็ไม่ตายแต่จะอยู่เป็นปัญหาสังคม
14. จัดระบบการวิจัยและรวบรวมศิลปะ
วัฒนธรรมแขนงต่างๆ ของประเทศ
สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และส่งเสริมความคิดและทักษะในทางสร้างสรรค์เพื่ออภิวัฒน์ศิลปะวัฒนธรรมให้เจริญก้าวหน้าและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายโดยนานาอารยะประเทศ
15. จัดระบบการวิจัย พัฒนา และเผยแพร่ และถ่ายทอดศาสตร์และเทคโนโลยีไทย ในด้านการแพทย์ การอาชีพ และการดำรงชีวิตในโรงเรียนและชุมชน
ที่มา ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








